เกี่ยวกับ ศศก.

เมื่อ : 2019-08-20 09:31:48 อ่านแล้ว: 1167 ครั้ง
ชื่อไฟล์ที่สามารถดาวโหลดได้ (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)

ปัญหาสารเสพติดจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอันดับต้นด้านสุขภาพและปัญหาสังคม ซึ่งสารเสพติดมีกลไกการออกฤทธิ์สำคัญที่สมองเมื่อถูกนำเข้าสู่ร่างกายจะทำให้สมองส่วนลิมบิกและระบบความพึงพอใจเกิดการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ภาวะการติดสารเสพติดได้ในที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือสารผิดกฎหมาย การเฝ้าระวังและการทำวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงวิชาการด้านสารเสพติดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ด้าน “supply” หรือ อุปทานของปัญหาสารเสพติดผิดกฎหมายภายในประเทศ ยังอยู่ในระดับที่ทำให้เกิดปัญหาเนื่องจากประชาชนมีการเข้าถึงสารเสพติดได้ง่าย ส่วนสถานการณ์ในด้าน “demand” หรืออุปสงค์มีแบบแผนที่ปรับเปลี่ยนไป โดยผู้ใช้สารเสพติดในปัจจุบัน หากถูกจับกุมจะได้รับการบำบัดรักษาก่อนหากไม่ได้กระทำความผิดทางอาญาอื่น  และบางส่วนหากถูกจับกุมซ้ำหลายครั้งเท่านั้นจึงอาจจำเป็นที่จะต้องได้รับโทษ สอดคล้องกับมาตรการในปัจจุบันทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศที่ต้องการให้ผู้ที่ใช้หรือติดสารเสพติดได้รับการบำบัดรักษามากกว่าการได้รับโทษทางอาญา โดยผู้ถูกจับกุมสามารถเข้าสู่ระบบบำบัดรักษาได้โดยสมัครใจ ทำให้จำนวนผู้เข้ารับการบำบัดแบบสมัครใจเพิ่มสูงขึ้นเป็นสัดส่วนสูงราวครึ่งหนึ่งของผู้รับการบำบัดทั้งหมด 

จากการสำรวจราวปี พ.ศ. 2560 พบว่าแม้กลุ่มผู้ใช้สารรายใหม่มีสัดส่วนลดลงในสิบปีที่ผ่านมา แต่พบว่ากลุ่มเด็กอายุ 15-19 ปี ที่ใช้สารเสพติดผิดกฎหมายมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 18.6 เป็นร้อยละ 21.4 โดยครึ่งหนึ่งกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มสารเสพติดที่ใช้เพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุนี้ คือ กัญชา พืชกระท่อม และเฮโรอีน นอกจากนี้ พบแนวโน้มของการใช้สารเสพติดผิดกฎหมายมากกว่าหนึ่งชนิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ งานวิจัยด้านสารเสพติดในปัจจุบันไม่ค่อยมีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายในการแก้ปัญหาสารเสพติดเท่าใดนัก อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่ดูแลและวางกรอบ การพัฒนางานวิจัย/วิชาการด้านสารเสพติดที่เป็นองค์รวม ทำให้การทำงานวิจัยเกิดความซ้ำซ้อน หรือขาดหายไปในบางประเด็น ส่วนในด้านการบำบัดรักษายังมีบุคลากรด้านสุขภาพไม่เพียงพอต่อการจัดการปัญหาจึงมีผู้ได้รับการบำบัดจำนวนมากได้รับการบำบัดจากผู้ที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ และชุมชนเองไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากการขาดประสบการณ์โดยผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของพื้นที่ตนเอง   

การดำเนินงานวิชาการด้านสารเสพติดของประเทศไทย เริ่มกำเนิดและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ประเทศไทยมีบุคลากรด้านวิชาการสารเสพติดทำงานกระจายอยู่ในหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และองค์กรเอกชน แต่ละหน่วยงานมีลักษณะเฉพาะตัวในการทำงาน โดยมีโครงสร้างความเชี่ยวชาญ และมีขอบเขตการเชื่อมโยงกับฝ่ายนโยบายเพื่อการนำไปใช้ในระดับที่มากน้อยแตกต่างกัน หน่วยงานในปัจจุบันที่มีลักษณะเฉพาะในการทำงานด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด ซึ่งรวมทั้งสารเสพติดถูกกฎหมายและสารเสพติดผิดกฎหมายในองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยยาเสพติดวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีบางแผนงานที่ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องระยะหนึ่ง เช่น แผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา รวมถึงแผนงานภาคีวิชาการสารเสพติด เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังมีคณะทำงานที่มีทั้งรูปแบบการทำงานแบบคณะกรรมการเฉพาะกิจหรือองค์กรถาวรที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านต่าง ๆ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาสารเสพติดของประเทศที่อาจมีแผนการทำงาน ด้านวิชาการสารเสพติดเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานทั้งในรูปแบบการศึกษาวิจัยภายในหน่วยงานหรือการให้ทุนแก่หน่วยงานอื่นภายนอกในการทำวิจัย เป็นต้น หน่วยงานหรือองค์กรเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โครงการกำลังใจ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กองบริหารการสาธารณสุข ศูนย์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด  รวมถึง สสส. ซึ่งมีหน่วยงานที่ให้การดูแลสนับสนุนการทำงานวิชาการสารเสพติด เช่น สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก ทั้งนี้ยังมีอาจารย์และนักวิจัยด้านสารเสพติด กระจายอยู่ในสถาบันการศึกษาทั้งทางด้านสังคม และด้านการแพทย์ การสาธารณสุขทั่วประเทศไทย

จากข้างต้น ชี้ให้เห็นส่วนหนึ่งว่าการพัฒนานโยบายหรือมาตรการแบบมีส่วนร่วมโดยอาศัยข้อมูล/หลักฐานทางวิชาการจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการวางนโยบายให้ถูกทิศทางและให้ผลที่ยั่งยืน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาโดยอาศัยยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จัดได้ว่าเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ใช้ในการดำเนินการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเอาชนะปัญหาสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการทำงานสอดประสานกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ โดยระหว่าง ปี พ.ศ. 2557 ถึง ปี พ.ศ. 2560 สสส. ได้สนับสนุนให้แผนงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดที่มีกรอบโครงสร้างการดำเนินงานที่ครอบคลุมและชัดเจน อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี พ.ศ. 2560 ถึงกลางปี พ.ศ. 2562 ยังขาดการสนับสนุนแผนงานวิชาการด้านสารเสพติดที่มีกรอบโครงสร้างการดำเนินงานที่ครอบคลุมในการวิจัยและพัฒนางานวิชาการด้านสารเสพติดดังกล่าว  

แผนงานศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) หรือ Centre for Addiction Studies (CADS) ในระยะแรกได้เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 อันเป็นแผนงานภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ซึ่ง ศศก. จะเป็นศูนย์ที่มีการรวบรวมบุคลากรด้านวิชาการและด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานสารเสพติดของประเทศโดยทำงานสอดประสานเชื่อมโยงกับงานปัญหาด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นสารเสพติดอีกชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย  โดยมีการทำงานร่วมกันเพื่อผลิตงานทางวิชาการสารเสพติด ทั้งด้านการผลักดันนโยบายที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งฐานข้อมูลเชิงวิชาการที่ทันต่อสถานการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์การทำงานเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการป้องกัน และดูแลผู้มีปัญหาจากการใช้สารเสพติด เพื่อนำองค์ความรู้นั้นไปกระตุ้นให้เกิดวงจรการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพในด้านการจัดการกับปัญหาจากการใช้สารเสพติดในสังคมไทย เพื่อเป้าหมายในการลดผลกระทบทางสุขภาพและสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนจากการใช้สารเสพติด เพิ่มความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของบุคคลทุกภาคส่วนในสังคมเกี่ยวกับปัญหาและปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาการใช้สารเสพติดและมาตรการในการจัดการและป้องกันปัญหา และเพิ่มความตระหนักและการมีส่วนร่วมของบุคคลทุกภาคส่วนในสังคมในการจัดการกับปัญหาสารเสพติด และจัดการองค์ความรู้และต่อยอดงานวิชาการที่มีอยู่ให้มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน