ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน

เมื่อ : 2019-08-26 23:02:57 อ่านแล้ว: 761 ครั้ง
ชื่อไฟล์ที่สามารถดาวโหลดได้ (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)

ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน

การดำเนินงานของ ศศก. ในระยะนี้จะเป็นไปตามยุทธศาสตร์สามข้อที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด และขอบเขตการดำเนินงานของ ศศก.

 

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างเสริมองค์ความรู้  (Knowledge generation)

มุ่งเน้นการจัดการองค์ความรู้ การศึกษาวิจัยเพื่อหาข้อมูลเชิงประจักษ์และความรู้ใหม่ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังปัญหา การป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสุขภาพของเด็กและเยาวชนผู้ใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติดในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมดังนี้

  • จัดทำเป้าหมายและการดำเนินการแบบมุ่งเป้า จัดสัมมนาวิชาการร่วมกับนักวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ ศศก. ผู้ใช้ผลงานวิจัย (เช่นผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรที่เกี่ยวข้อง) และผู้รับผลจากการวิจัยหรือพัฒนาที่จะเกิดขึ้น (เช่น ผู้แทนจากภาคประชาชน ประชาสังคม ผู้ปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุขหรือการศึกษา) เพื่อกำหนดประเด็นวิจัยหลักและกรอบแนวคิดการวิจัยและการจัดการความรู้ (research mapping) ในด้านการเฝ้าระวังปัญหา การป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสุขภาพของเด็กและเยาวชนผู้ใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติดในระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และชุมชน เพื่อให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ตรงและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้และผู้รับประโยชน์จากผลงานโดยเป็นความต้องการที่เป็นปัจจุบัน
  • จัดสัมมนาเพื่อวิเคราะห์องค์ความรู้ด้านการเสพติดที่ขาดหายไป เพื่อจะได้นำไปกำหนดแผนงานวิจัยให้กับนักวิจัย/นักวิชาการ โดยเน้นเป้าหมายที่สำคัญในส่วนของปีพ.ศ. 2564 ในระยะถัดไปนี้ จะเน้นขอบเขตการทำงานในด้านการฟื้นตัวและการเข้าถึงบริการในชุมชนเพื่อให้มีผลกระทบทางบวกในเชิงการป้องกันปัญหาการเสพติดในชุมชน รวมถึงงานการป้องกันและพัฒนา EF ตั้งแต่อายุน้อย (Recovery and service accessibility / Prevention) การจัดฐานข้อมูลเชิงการสำรวจให้เป็นประจำทุกหนึ่งปีเป็นอย่างน้อยเพื่อประกอบการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายได้ทันท่วงที (National survey) งานการสร้างฐานนักวิชาการด้านการเสพติดอย่างต่อเนื่อง (Researcher networking) และการสื่อสารงานวิชาการสู่สาธารณะ (Public communication)
  • ประชาสัมพันธ์หัวข้อและกรอบแนวคิดงานวิจัยประจำปี และการจัดการองค์ความรู้ให้กับชุมชนนักวิจัย/นักวิชาการ/ผู้ปฏิบัติงานที่สนใจ โดยเน้นการสื่อสารและการทำงานในรูปแบบออนไลน์ หรือนิวนอร์มัล เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
  • จัดประชุมเพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยบางประเด็นที่สำคัญ จัดการให้มีการพิจารณาข้อเสนอโครงร่างวิจัย รายงานความก้าวหน้าของงานวิจัย และผลงานวิจัยที่เกิดขึ้น นิเทศงานและจัดประชุมสัมมนาในพื้นที่ และในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ได้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของงานวิจัย ทั้งผู้ที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ และผู้รับผลจากงานวิจัย ตั้งแต่ช่วงเริ่มงาน ระหว่างการทำงาน และเมื่อได้ผลงาน เพื่อพัฒนาคำถามวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้/ผู้รับ ซึ่งจะทำให้ผลงานที่เกิดขึ้นเกิดประโยชน์และถูกนำไปใช้โดยองค์กรที่เกี่ยวข้องมากที่สุด
  • ให้ทุนวิจัย/จัดการองค์ความรู้/ประเมินผล/พัฒนาระบบข้อมูลสำหรับนักวิจัย/นักวิชาการ/ผู้ปฏิบัติงานที่สนใจและมีศักยภาพและโอกาสสำเร็จสูง
  • สนับสนุนการทำงานวิจัยและ/หรือพัฒนาแบบมีส่วนร่วมจากผู้ปฏิบัติงาน ชุมชน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนสังคมหรือปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะได้ทันที โดยเน้นการทำงานในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่

ประเด็นวิจัย/จัดการองค์ความรู้ที่ ศศก. ให้ความสำคัญและใช้เป็นกรอบของการสนับสนุนโครงการวิจัยในระยะนี้ จะเป็นการทำการวิจัยโดย ศศก. เอง ร่วมกับการสรรหานักวิจัยที่มีคุณภาพและเชี่ยวชาญการวิจัยในด้านนั้น ๆ อยู่แล้ว ได้แก่

  1. การพัฒนารูปแบบการประมาณการพฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างเป็นประจำทุกปี (จากเดิมทุกสามปี) และการพัฒนารูปแบบการสำรวจการรับรู้ของประชาชนและสังคมไทยต่อกรณีสารเสพติดอย่างทันท่วงที
  2. ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนนโยบาย พ.ร.บ ยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมา การประเมินผลกระทบจากมาตรการกัญชาทางการแพทย์และกัญชาเพื่อสันทนาการ เป็นต้น รวมถึง ทบทวนเอกสารงานวิจัยจากต่างประเทศในประเด็นที่อาจมีความสำคัญในอนาคต เช่น การขับเคลื่อนงานของโบลิเวียในการถอดพืชโคคาออกจากบัญชียาเสพติดเปรียบเทียบกับประเทศใกล้เคียงที่ไม่ได้ถอดพืชโคคาออกจากบัญชี และผลกระทบจากมาตรการเสรีใบโคคาในอเมริกาเหนือ เป็นต้น
  3. ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนชีวิตวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมการเสพติดในยุคการระบาดของโรคโควิด-19
  4. ประเมินผลการบำบัด ฟื้นฟู ผู้ใช้สารเสพติด ศูนย์บำบัดฟื้นฟูเพื่อศึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบและระบบการบำบัด รักษา ฟื้นฟู จนผู้รับการบำบัดกลับไปอยู่ในชุมชน โดยศึกษาจากศูนย์บำบัดที่ไม่ได้ดำเนินงานภายใต้หน่วยงานภาครัฐ เช่น ศูนย์บำบัดที่ดำเนินงานโดยวัด หรือโรงเรียนสอนศาสนา เป็นต้น รวมถึงการศึกษาเพิ่มเติมจากเดิมในแง่พฤติกรรม สาเหตุ ปัจจัย ที่ทำให้หยุดการใช้สารเสพติด หรือการกลับมาเสพซ้ำ สาเหตุของงานบำบัดที่ยังไม่ได้ผล รวมถึงปัจจัยร่วมอื่น ๆ เช่น ครอบครัว ชุมชน ที่ส่งต่อการใช้ยาหรือช่วยให้หยุดยา
  5. การป้องกันและจัดการปัญหาสารเสพติด เช่น กัญชา เมทแอมเฟตามีน กระท่อม สารระเหย โอปิออยด์ เคตามีน ยาอี ในระดับชุมชน และพฤติกรรมเสพติด เช่น ภาวะติดเกม ในเด็กและเยาวชนโดยมีตัวอย่างงานวิจัยในระดับชุมชนเพื่อครอบคลุมงานสารเสพติดตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น แผนงานวิจัยพื้นที่ตามภูมิภาคต่าง ๆ จากรายงานผลการสำรวจครัวเรือนเพื่อคาดประมาณการจำนวนประชากรผู้ใช้สารเสพติดของประเทศไทยปี พ.ศ. 2562 พบว่า ภาคใต้มีจำนวนผู้เคยใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งใน 1 ปี และ 30 วันที่ผ่านมา มากเป็นลำดับที่ 3 รองจากภาคอีสานและภาคกลาง (จำนวน 389,336 คน และ 291,149 คน)[1]  โดย ยาบ้า เป็นสารเสพติดอันดับ 1 ที่มีการจับกุมสูงสุด รองลงมาคือกระท่อม ไอซ์และกัญชาแห้ง[2]  นอกจากนี้จากข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดจากการสัมภาษณ์แกนนำภาคประชาชนในแต่ละภูมิภาคเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากสถานการณ์ปัญหาโควิด-19 ในแต่ละพื้นที่ พบว่า ยาบ้ามีราคาถูกลง พบอัตราการใช้เฮโรอีนเพิ่มมากขึ้น กลุ่มผู้เสพส่วนใหญ่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมักเป็นกลุ่มที่ผ่านการเข้าค่ายบำบัดแต่ไม่สามารถเลิกได้ และในช่วงที่มี พรก.ฉุกเฉิน ภาพรวมของกลุ่มผู้เสพจะพบการมั่วสุมกันลดน้อยลง แต่ใช้วิธีการเสพยาเสพติดตามที่พักอาศัยส่วนตัว นอกจากนี้ยังพบว่า เครือข่ายยาเสพติดมีการปรับรูปแบบเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันโดยมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการซื้อขายยาเสพติด ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยากมากขึ้น[3]  โดยแผนในการดำเนินงานวิจัยในแต่ละภูมิภาคในปี 2564-2565 เช่น
    1. โครงการวิจัยการเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้สารเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพในประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง  (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่องโดยชุมชน ดูแลผู้ใช้ยา ผู้พ้นโทษ การดูแลหลังพ้นโทษ โดยใช้แผนงานระบบสุขภาพอำเภอ ทั้งนี้ สังคมมุสลิมซึ่งพบมากทางภาคใต้ตอนล่างเป็นสังคมที่มีอัตลักษณ์และลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากสังคมอื่น ๆ เป็นสังคมที่เคร่งครัดในหลักความเชื่อทางศาสนา จารีตประเพณีนั้นสัมพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาสูงมาก [4] [5] ซึ่งกว้างไปถึงการกำหนดรูปแบบของการดำเนินชีวิตด้วย[6] ที่อัลลอฮได้สั่งห้ามมุสลิมจากการดื่มสุรา และท่านนบีมูฮัมมัด ก็ได้กำหนดโทษสำหรับผู้ดื่มสุรา เป็นการโบย [7] ผลจากการตีตรานี้ทำให้สถิติความชุกผู้ดื่มแอลกอฮอล์ในบริบทสังคมหรือประเทศมุสลิมนั้นน้อยกว่าบริบทสังคมอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด [8] [9]แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเลขความชุกของผู้ใช้สารเสพติดในชุมชนมุสลิมนั้นไม่ได้เป็นในทางเดียวกันกับผู้ดื่มสุรา ปี 2560 พบความชุกของผู้ใช้สารเสพติดมุสลิมชายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้สูงกว่าค่าเฉลี่ยความชุกของผู้ใช้สารเสพติดของประเทศไทยถึงเกือบ 2 เท่า [10] และเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของคนในพื้นที่ [11] การศึกษาในแผนงานนี้จึงจะมีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้ใช้สารเสพติดในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน และป้องกันเยาวชนกลุ่มเสี่ยง เช่น โครงการอบรม “โรงเรียนพ่อแม่” ร่วมกับการอบรม แกนนำชุมชน ครู และผู้นำศาสนา ในประเด็นด้านการทำความเข้าใจพัฒนาการด้านความคิดและร่างกายของวัยรุ่น ทักษะการปฏิเสธ ความรู้เชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด การช่วยเหลือทางจิตใจต่อเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงใช้สารเสพติด และกลุ่มที่ใช้สารเสพติด การเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยง กระบวนการบำบัดในชุมชนให้มีการสร้างระบบติดตาม ร่วมกัน ระหว่าง ผู้ปกครอง สถานศึกษา ผู้นำชุมชน และ ผู้นำศาสนา การติดตามภายในระบบการศึกษา การติดตามภายในครอบครัว การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน ความร่วมมือต่อกิจกรรมทางศาสนาภายในชุมชน โดยข้อมูลรายละเอียดเหล่านี้จะถูกรวบรวมจาก 4 ภาคส่วน โดยจะมีแบบฟอร์มติดตามพฤติกรรมของเยาวชนแบบละเอียดเพื่อเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด ร่วมกับการวัดความรู้และทักษะในการจัดการปัญหาสารเสพติดในระดับปัจเจกและชุมชน ของ ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ครู – อาจารย์ และ ผู้ปกครอง
    2. การสำรวจสุขภาพในกลุ่มผู้ใช้เฮโรอีนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ศึกษาแนวโน้มและความชุกของการใช้สารเสพติดโดยดูข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวโดยทีมงาน NGO ที่ทำงานด้านสารเสพติดในพื้นที่ และศึกษาความสัมพันธ์ของการใช้สารอื่นๆ และ poly drug use
    3. โครงการวิจัยกระท่อมและกัญชา เช่น การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและเชาวน์ปัญญาในผู้ใช้พืชกระท่อมเป็นเวลานาน การศึกษาผลการใช้พืชกระท่อมเพื่อลดอาการอยากยาในผู้เสพเฮโรอีนในสถานบำบัดและชุมชน การศึกษาผลของการใช้พืชกระท่อมลดอาการเสพติดแอลกอฮอล์ในชุมชนการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและเชาวน์ปัญญาในผู้ใช้กัญชา เป็นต้น
    4. แผนงานวิจัยสารเสพติดภาคเหนือและภูมิภาคอื่น ๆ จะมุ่งเน้นการศึกษาด้านการฟื้นตัว หรือ Recovery จนสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติในสังคมได้ ทั้งนี้ การเสพติดนั้นเป็นประเด็นทางสุขภาพไม่ใช่ความบกพร่องทางจริยธรรมของผู้ป่วย/ผู้มีปัญหาใช้สารเสพติด [12] โดยหลักการของ Recovery เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงซึ่งบุคคลปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ดำเนินชีวิตแบบนำตนเอง และพยายามดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของตนออกใช้ในการเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าคนเดิมและเป็นคนใหม่ที่ไม่พึ่งพาสารเสพติด[13] [14] กรมสุขภาพจิตได้เริ่มระบุแนวทางของ recovery model ไว้ใน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช ของแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2561 - 2565) ของกรมสุขภาพจิต ในวาระแรก ระยะ 3 ปี (พ.ศ.2563 - 2565) รวมถึงจัดทำ Recovery Master Plan เพื่อขยายผลในหน่วยบริการจิตเวชทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบ คู่มือ หรือเอกสารวิชาการสำคัญ ที่สะท้อนรูปธรรมของระบบฟื้นฟูในแนวทาง Long-term recovery ที่เป็นมาตรฐานสำคัญของประเทศ โดยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 10 เรื่อง “ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” ใช้กลไก “คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญตามนโยบาย District Health System ของกระทรวงสาธารณสุขและมหาดไทย  cแลพศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข (ศอ.ปส.ธ.) ได้วางนโยบายที่สอดคล้องกัน ในการบำบัดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-based treatment and care, CBTx) ได้ระบุเป้าหมายการดูแลต่อเนื่องจนเกิดการฟื้นสภาพ (recovery) ไว้ในคู่มือ แนวทางการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด ขั้นที่ 4 การติดตามต่อเนื่อง (Retain) และการดูแลช่วยเหลือให้ผู้ใช้สารเสพติดสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข (Recovery) พร้อมทั้งรวบรวมตัวอย่างกรณีศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไว้ให้เป็นประโยชน์ในการวางแผนดำเนินงานของหน่วยงานในระดับพื้นที่  แม้กระนั้น ในกลุ่มคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ มีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่นำเอาประเด็นสารเสพติดขึ้นเป็นประเด็นสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงจะดำเนินการศึกษาเงื่อนไขปัจจัยแห่งความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรคและผลของมติสมัชชาสุขภาพฯ ดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา recovery support system ในประเทศไทย เพื่อค้นหา Recovery model ที่เหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งระบบบำบัดแบบสมัครใจ ใช้ชุมชนเป็นฐาน ระบบบังคับบำบัด ระบบต้องโทษ ระบบบำบัดฟื้นฟูของเอกชน หรือ มูลนิธิต่าง ๆ เพื่อพัฒนางานวิชาการ พัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาสารเสพติดในระยะยาวเพื่อให้เกิดการฟื้นสภาพใช้ชีวิตเป็นปกติในสังคมได้ในที่สุด

 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสื่อสารเชิงนโยบายและสังคม (Policy and social communication)

ยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย การส่งมอบข้อมูลวิชาการไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญอย่างเป็นประจำและต่อเนื่อง ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ ผู้ทำงานภาคประชาสังคม สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป โดยอาศัยกลไกทั่วไปในสถานการณ์ปกติ เช่น การจัดทำฐานข้อมูลวิชาการ บทความ การเผยแพร่ข้อมูล ข้อสนเทศ ความรู้ทางเวบไซด์และเฟสบุ๊ก และการแถลงข่าว และกลไกแบบจำเพาะเจาะจงเพื่อผลักดันกระบวนการนโยบาย หรือในสถานการณ์เร่งด่วน เช่น ข่าวร้อนที่น่าสนใจในสังคม หรือมีความต้องการข้อมูลข้อสนเทศเร่งด่วนจากองค์กรสำคัญของประเทศ โดยการให้ข้อมูลเฉพาะกลุ่ม และการจัดแถลงข่าวสำคัญโดยผู้ที่มีข้อมูลอยู่แล้ว  

กิจกรรมตามยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย

  • การสื่อสารสาธารณะผ่านทางโซเชียลมีเดียที่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการทำให้เกิดกระแสในประเด็นด้านสารเสพติดที่จำเป็นต้องให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องโดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน โดยดำเนินการร่วมกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความเป็นมืออาชีพด้านการสื่อสารสาธารณะซึ่งจะเน้นการสร้างให้เกิดกระแสในประเด็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ร่วมไปกับการนำข้อมูลเชิงวิชาการที่ได้จากยุทธศาสตร์แรกเพื่อนำไปขยายผลต่อสู่กลุ่มเป้าหมายที่สอดคล้องกันกับองค์ความรู้แต่ละด้านที่ได้ค้นพบ โดยการจัดเสวนาวิชาการนำเสนอผลงานวิจัย/วิชาการทั้งที่ ศศก. ผลิตเองหรือรวบรวมจากแหล่งผลงานวิจัยจากต่างประเทศที่ทันสมัย รวมทั้ง การทำ Media Advocacy ผ่านสื่อ Live Facebook เพื่อเผยแพร่ใน YouTube การสร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง
  • การสื่อสารผ่านองค์กรวิชาชีพด้านวิชาการ โดยประชุมร่วมกับราชวิทยาลัยทางการแพทย์สาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่อาจเกิดจากการใช้สารเสพติด รวมถึงประโยชน์ที่อาจได้รับในกรณีการใช้ทางการแพทย์ และร่วมกันสื่อสารสังคม เช่น ชมรมจิตเวชศาสตร์การเสพติด สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมทางการแพทย์ต่างๆ เช่น แพทยสมาคม ให้ช่วยพิจารณาเนื้อหาขององค์ความรู้แต่ละด้านที่ค้นพบ และปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร รวมถึงพิจารณาการแชร์และเผยแพร่ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาของตน
  • การพัฒนารูปแบบและเนื้อหาในเวบไซท์และเวบเพจเฟสบุ๊กของ ศศก. ให้ใช้งานได้สะดวก ทันสมัย เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และผู้ใช้ข้อมูลทั้งกลุ่มนักวิจัย/นักวิชาการ บุคลากรของหน่วยงานทั้งภาครัฐและประชาสังคม นักเรียนนักศึกษา และประชาชน
  • การสังเคราะห์และผลิตข้อมูลที่มีคุณภาพให้อยู่ในรูปแบบที่สื่อสารได้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การทำเอกสารข้อเท็จจริง (fact sheet) ข้อเสนอเชิงนโยบาย (policy brief) ข่าวสั้น บทความแปล ข้อมูลข้อสนเทศตามสถานการณ์ เช่น เรื่องการแพร่ระบาดของสารเสพติดอุบัติใหม่ สารเสพติดที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เป็นต้น โดยสรุปจากผลงานวิจัย/วิชาการ เพื่อส่งมอบให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้กำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม เยาวชน และสื่อมวลชน เป็นต้น โดยเน้นการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • การผลิตหนังสือหรือเอกสารความรู้ต่าง ๆ ได้แก่ รายงานสถานการณ์สารเสพติด หนังสือข้อเท็จจริงและตัวเลขด้านสารเสพติดในประเทศไทย (Facts & Figures) ประจำปี หนังสือรายงานผลโครงการวิจัยเด่น หนังสือแปล/เอกสารวิชาการเกี่ยวกับนโยบาย แนวปฏิบัติ คู่มือ การบำบัดรักษา การป้องกัน และการจัดการปัญหาจากสารเสพติดและพฤติกรรมเสพติดขององค์การอนามัยโลก หรือสถาบันวิชาการต่างๆ ของต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่แก่นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานในประเทศไทย และประชาชนทั่วไป
  • การจัดเวทีเสวนาวิชาการเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการแถลงข่าว 2-3 ครั้ง โดยกำหนดประเด็นร่วมกับทีมแกนนำของ สสส. กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย และนักสื่อสารมวลชน ทีมสื่อสาร ศศก. เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการรับ-ส่งข้อมูลที่เกิดจากการสังเคราะห์ผลงานวิชาการที่ ศศก. ผลิต
  • การสร้างนโยบาย สามารถดำเนินการได้โดยการให้ข้อมูลเชิงวิชาการแก่ผู้ออกนโยบาย โดยบุคลากรของ ศศก. ได้อยู่ในคณะกรรมการต่าง ๆ ของหน่วยงานด้านสารเสพติดที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ออกนโยบายด้านต่าง ๆ ได้ เช่น คณะกรรมการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ ราชวิทยาลัยเวชศาสตร์ครอบครัว ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ และจิตเวชศาสตร์การเสพติด และ ภาคีวิชาการของ ปปส. เป็นต้น โดย ศศก. จะดำเนินการเชิงรุกเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการต่าง ๆ ให้แก่หน่วยงานด้านนโยบายให้ทันต่อเหตุการณ์ โดยดำเนินการทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวเกิดการเข้าถึงข้อมูลเชิงวิชาการด้านการเสพติดได้อย่างทันท่วงที
  • การขับเคลื่อนสังคม สามารถดำเนินการได้โดยเน้นให้ประชาสังคมได้รับทราบถึงข้อมูลที่อ้างอิงแหล่งทางวิชาการ เพื่อให้ประชาสังคมเป็นหนึ่งในแรงผลักดันในการขับเคลื่อนสังคม นอกจากนี้ จะมีการสำรวจทัศนคติของประชาชนในระดับประเทศเป็นระยะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดเพื่อให้เป็นภาพสะท้อนไปทางผู้กำหนดนโยบายถึงความต้องการของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศต่อไป ทั้งนี้ การทำการวิจัยของ ศศก. ส่วนหนึ่งจะเป็นการทำวิจัยในชุมชนร่วมด้วยเพื่อนำผลการวิจัยที่ได้มาตรฐานไปใช้ในระดับชุมชนที่มีปัญหาการเสพติดได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพ (Strengthening network and comprehensive capacity building)

มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องแต่ละระดับให้มีความรู้และทักษะในการทำงานวิจัย การสนับสนุนและผลักดันนโยบาย (policy advocacy) รวมทั้งการเขียนบทความตีพิมพ์ หรือการนำเสนอในเวทีระดับชาติหรือนานาชาติ การเขียนบทความสื่อสารเชิงนโยบายและสังคม การพัฒนางานด้านการป้องกันดูแลและบำบัดรักษา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและพฤติกรรมเสพติดในเด็กและเยาวชน รวมทั้งขยายเครือข่ายนักวิชาการ/นักวิจัยด้านสารเสพติดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมดังนี้

  • จัดตั้งชมรมเพื่อรวมกลุ่มนักวิจัยด้านการเสพติดที่มีความรู้ความสามารถ เป็นชมรมนักวิจัยการเสพติดของไทย  (Thai Society for Addiction Research หรือ THAISAR) จัดการอบรม การประชุมวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือกิจกรรมประสานเครือข่ายจากต่างประเทศ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศที่มีนโยบายการใช้กัญชาทางการแพทย์ และ/หรือการใช้กัญชาเสรี เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐโคโลราโด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น รวมถึง การอบรมการเฝ้าระวังปัญหาสารเสพติดในสถานศึกษา การป้องกัน ดูแล บำบัดรักษาเด็กและเยาวชนที่ใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติด และนโยบายสารเสพติดในเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ ทำการบูรณาการเพื่อให้งานวิชาการสารเสพติดเป็นงานปกติของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการทำงานวิชาการด้านสารเสพติดเป็นงานปกติอยู่บางส่วนบ้างแล้ว โดยได้มุ่งเน้นในด้านการสร้างผลงานวิชาการทางสารเสพติดผ่านการจัดประชุมระดับชาติประจำปี เช่น การประชุมวิชาการยาเสพติดแห่งชาติของภาคีวิชาการของ ปปส. และการประชุมประจำปีของ สบยช. ทั้งนี้ จะมีการนำยุทธศาสตร์ที่ภาคึวิชาการเหล่านี้ยังขาด เช่น การสื่อสารสังคม โดยเป็นสื่อกลางนำเสนอเพื่อให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถบูรณาการยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ให้เป็นงานปกติเพื่อความยั่งยืนของงานป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทยต่อไป และให้นักวิชาการต่าง ๆ ตามสถาบันการศึกษาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ศศก. เพื่อให้เกิดการนำยุทธศาสตร์ของ ศศก ไปปรับใช้กับหน่วยงานสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ต่อไป
  • ร่วมมือกับองค์กร/หน่วยงานหลักด้านสารเสพติด เช่น คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ โครงการกำลังใจ กระทรวงยุติธรรม รวมถึง หน่วยงานวิชาการสารเสพติดที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการเป็นเจ้าภาพร่วม รวมถึงการสนับสนุนให้เป็นเจ้าภาพหลักในการอบรม การประชุมวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมี ศศก. ช่วยร่วมในการดำเนินการ รวมไปถึงการทำวิจัยร่วมกัน ดังเช่น บุคลากรของ ศศก. ได้ร่วมในการทำวิจัยให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สวรส. ทำการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย โดยมีการวิจัยระบบยา ระบบบริการสุขภาพ และระบบอภิบาลทางสุขภาพ โดยวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสุขภาพ
  • สนับสนุนและส่งเสริมการจัดตั้งระบบงานวิชาการสารเสพติดในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานทางการศึกษาที่ยังไม่มีการจัดตั้งให้มีระบบการดำเนินงานมากขึ้น โดยผ่านการสนับสนุนงานวิจัยและวิชาการในลักษณะการช่วยเป็นที่ปรึกษาให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยงานให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยสารเสพติดโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านกัญชามากขึ้น จึงอาจดึงหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าว ทำการศึกษาวิจัยผลกระทบที่อาจเกิดจากการใช้กัญชาร่วมไปด้วย
  • จัดให้กลุ่มนักวิชาการ/ผู้ปฏิบัติงาน/ผู้วางแผนนโยบายด้านสารเสพติดจากสาขาวิชาต่างๆ /ผู้แทนจากภาคประชาชนและประชาสังคมได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์การวิจัย การผลักดันนโยบาย การทำงานขับเคลื่อนสังคม
  • สนับสนุนนักวิชาการเข้าร่วมประชุมวิชาการ ศึกษาดูงาน หรือหลักสูตรการอบรมที่มีคุณภาพในประเทศหรือต่างประเทศ หรือผ่านระบบ webinar

จัดระบบสนับสนุนเพื่อให้เกิดผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ โดยการจัดให้มีระบบ peer review ของแบบเสนอโครงร่างวิจัย รายงานความก้าวหน้าของงาน และรายงานผลงานวิจัย การนิเทศงาน การดูแลเป็นที่ปรึกษาโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ตรง

 

[1] มานพ คณะโตและคณะ. (2562). รายงานผลการสำรวจครัวเรือนเพื่อคาดประมาณจำนวนประชากรผู้ใช้สารเสพติดของประเทศไทยปี พ.ศ. 2562. เครือข่ายพัฒนาวิชาการและข้อมูลสารเสพติด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, สำนักงาน ป.ป.ส., บริษัท จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด
[2] สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 9. (2562). ส่วนวิเคราะห์ข้อมูลและเฝ้าระวัง สำนักงาน ป.ป.ส.

[3] ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[4] Lewis B. The Multiple Identities of the Middle East. First Edition edition. New York: Schocken; 2001. 180 p.

[5] Schwedler J. Islamic Identity: Myth, Menace, or Mobilizer? SAIS Rev. 2001 Jul 1;21(2):1–17.

[6] Jitmoud S. Islamic Culture. Vol. 1992. Bangkok: Thangnum

[7] Suliman H. Alcohol and islamic faith. Drug Alcohol Depend. 1983 Feb;11(1):63–5.

[8] Kalyasiri R. Estimation of drug-related population in Thailand 2016, Thailand Substance Abuse Academic Network. In: Fact and figures : Illegal substances in Thailand. 1st ed. Thai Health Promotion Foundation; 2016. p. 1–16.

[9] Al-Ansari B, Thow A-M, Day CA, Conigrave KM. Extent of alcohol prohibition in civil policy in Muslim majority countries: the impact of globalization. Addict Abingdon Engl. 2016 Oct;111(10):1703–13.

[10] Talek MF, Cottler LB, Assanangkornchai S. Estimating the size of the drug using Population in three deep-south provinces of Thailand: results from a service multiplier And respondent driven sampling (RDS) method. ASEAN J Psychiatry [Internet]. [cited 2017 Dec 12];2017(18 (2)). Available from: https://www.aseanjournalofpsychiatry.org/index.php/aseanjournalofpsychiatry/article/view/488

[11] The change and immediate situation on social, economic and political in the deep South during February - March 2009. p. Prince of Songkhla University.

[12] Consumer Guide to Medication-Assisted Recovery (2018), National Council on Alcoholism and Drug Dependence. [Online] ncadd.org

[13] Recovery-Oriented Systems of Care Resource Guide (2010), SAMHSA. [Online] samhsa.gov

[14] 10 Guiding Principles of Recovery (2010), SAMHSA. [Online] samhsa.gov